dot
ผลิตภัณฑ์ของเรา คลิ๊กที่นี่ค่ะ
dot
bulletผ้าไหม 2 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม 4 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม พิมพ์ลาย
bulletผ้าไหม ลายสก๊อต
bulletผ้าไหม มัดหมี่ (ชุด 4 หลา)
bulletผ้าไหมมัดหมี่ ลายพิเศษ
bulletผ้าซิ่นไหมมัดหมี่
bulletผ้าไหม ลายในตัว
dot
ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม สำเร็จรูป
dot
bulletกระเป๋าผ้าไหม
bulletผ้าพันคอลายสก็อต
bulletผ้าพันคอย้อมสีธรรมชาติ
bulletผ้าพันคอไหมมัดย้อม
bulletปลอกหมอน
bulletผ้าขาวม้าไหม
bulletน้ำยาซักและเคลือบผ้าไหม
bulletเนคไทผ้าไหม ลายพิเศษ
bulletของที่ระลึกอื่นๆ
dot
ข่าวโปรโมชั่นและประชาสัมพันธ์

dot
dot
ข้อมูลที่สำคัญในการใช้งาน
dot
bulletข้อมูลบริษัท/นโยบาย
bulletนโยบายความเป็นส่วนตัว
bulletนโยบายคุ้มครองสิทธืเด็ก
bulletนโยบายเกี่ยวกับการใช้อีเมล์
bulletนโยบายการจำหน่ายสินค้า
bulletนโยบายการจัดส่งสินค้า
bulletนโยบายการคืนสินค้า
bulletนโยบายการรับประกันสินค้า
bulletการระงับข้อพิพาท
bulletแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัย


 



เส้นทางสายไหมสู่ประเทศไทย

 

                  การนุ่งห่มด้วยผ้าไหมไทยมีมานานเพียงใด ยังไม่มีใครที่จะสามารถสืบหาเรื่องได้ชัดเจน จนกระทั่งมีการพบหลักฐานยืนยันได้ว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 2500-3000(วาสนา, 2538, วิบูลย์ 2530และChessman, 1988)มีการทอผ้าขึ้นใช้โดยพบเศษผ้าที่ติดอยู่กับกำไลสำริดของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเชียงและเศษผ้าไหมซึ่งพบที่บ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บ่งบอกว่าประเทศไทย ได้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและมีการทอผ้ามานานประมาณ 3,000 ปี ซึ่งอาจมีการสืบทอดอารยะธรรม การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหม สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ มิได้มีการอพยพหรือเคลื่อนย้ายวัฒนธรรมจากแผ่นดินจีนแต่อย่างใด  ปัจจุบันยอมรับแล้วว่า เมื่อ 5,000 ปีมาแล้วได้มีมนุษย์อาศัยอยู่ในดินแดนแผ่นดินไทย(ประโชติ,2532) โดยพบจากหลักฐานโบราณคดีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการตั้งอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีความรู้การปลูกข้าง เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
  
                  ในขณะที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังไม่แจ้งชัดหรือยืนยันได้ว่าไหมไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่นี่หรือได้รับการถ่ายทอดจากที่ใด นักวิทยาศาสตร์โบราณคดี ก็พยายามเซาะแสวงหาหลักฐานหรือข้อสันนิษฐานทางชีววิทยาและภูมิศาสตร์โดยตั้งข้อสังเกตว่าไหมไทยพันธ์พื้นบ้านที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่โบราณและยังคงมีเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เป็นไหมที่มีการฟักตัวตามธรรมชาติ สามารถฟักออกเป็นตัวได้ปีละหลายครั้ง รังไหมมีรูปร่างเรียวเล็ก หัวท้ายแหลม สีเหลืองมีปุยมาก ประมาณร้อยละ 20 แตกต่างกับไหมของจีนในสมัยราชวงศ์เซีย ส่วนลาว กัมพูชาและ เวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านของไทยนั้นมีพันธุ์ไหมพื้นเมืองสีเหลือง
                         
                  เอกสารในสมัยราชวงศ์โจว(Zhou Dynasty) ประมาณ 570-227 ก่อนพุทธกาลกล่าวว่า ไหมที่เลี้ยงฟักออกปีละ 2 ครั้ง มีการลอกคราบ 3 ครั้ง รังสีขาวในหนังสือ  Tshan – Shuz(Treatise on Sericulture) และในหนังสือ NungShu กล่าวว่าจีนเลี้ยงไหม รังสีขาวลอกคราบ 3 ครั้ง ส่วนทางภาคใต้ของจีนเลี้ยงไหมรังสีเหลือง ที่ลอกคราบ 4 ครั้ง  เอกสารโบราณในราชวงศ์จิ้น ระหว่าง พ.ศ. 800-963 กล่าวว่าไหมที่เลี้ยงในแถบตังเกี๋ยเป็นไหมที่ฟักออกเป็นตัวปีละ 8 ครั้ง(ฟักออกตลอดปี) รังบางเล็ก ปุยมาก เมื่อสาวออกจะได้เส้นไหมที่มีขนาดเล็ก ละเอียดและยังพบไหมชนิดเดียวกันนี้ที่เมืองนันยาง(Nun Yang) มณฑลโฮนาน(Honan) และมืองหลินอ้าย(Lini) มณฑลไกวโจว (Kweichow) ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของจีนทั้งสองเมืองในสมัยราชวงศ์ถัง พบเอกสารโบราณบันทึกว่า ราษฎรในเมืองอ่าวโจว(I-Chouan) มณฑลเสฉวน(Zhechuan) ซึ่งเป้นเมืองทางตอนกลาง ของแผ่นดินจีน จ่ายภาษีให้รัฐเป็นตัวหนอนไหมที่ฟักออกปีละ 3 ครั้ง มีรังสีขาว รูปร่างกลม
  
                     จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้สรุปได้ว่า พันธุ์ไหมที่ใช้เลี้ยงในภาคกลางของจีนยุคแรก เป็นชนิดที่ฟักออกเป้นตัวปีละ 2 ครั้ง รังกลมสีขาว ส่วนทางภาคใต้ของจีนจะเลี้ยงไหมพันธุ์ที่ฟักออกตลอดปี รังสีเหลืองมีขนาดเล็กเส้นใยอ่อนนุ่มเป็นเหลื่อมมัน คุณสมบัติและคุณลักษณะเหล่านี้ จะมีความคล้ายคลึงกับพันธุ์ไหมพื้นบ้านของไทย ลาว เวียดนามและ กัมพูชา เป็นต้น(จิราภรณ์ ,2535)
  
                     นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้าไหมพื้นบ้านของไทย เช่นกระด้งเลี้ยงไหม จ่อ เหล่ง อัก ไน กี่ มีลักษณะคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ทางตอนใต้ของจีนและลาว ทำขึ้นอย่างง่ายๆ เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมและทอผ้าในครัวเรือน ซึ่งต่างจากภาคกลางของจีน ซึ่งมีการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ เพื่อส่งเป็นสินค้าออก(จิราภรณ์,2535)
  
                      จะเห็นว่าการเลี้ยงไหมพื้นบ้านของชาวไทย โดยเฉพาะในทางภาคอีสานมีความใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับการเลี้ยงไหมของชาวจีนตอนใต้ ชาวเวียดนาม ชาวลาวและชาวกัมพูชา สิ่งที่ทำกันอันนำไปสู่การถ่ายทอดหรือเคลื่อนย้ายอารยะธรรม การเลี้ยงไหม สามไหม และทอผ้าไหม ไหลมาตามแม่น้ำโขง จากภาคใต้ของจีนสู่ดินแดนในประเทศไทยในปัจจุบัน