dot
ผลิตภัณฑ์ของเรา คลิ๊กที่นี่ค่ะ
dot
bulletผ้าไหม 2 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม 4 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม พิมพ์ลาย
bulletผ้าไหม ลายสก๊อต
bulletผ้าไหม มัดหมี่ (ชุด 4 หลา)
bulletผ้าไหมมัดหมี่ ลายพิเศษ
bulletผ้าซิ่นไหมมัดหมี่
bulletผ้าไหม ลายในตัว
dot
ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม สำเร็จรูป
dot
bulletกระเป๋าผ้าไหม
bulletผ้าพันคอลายสก็อต
bulletผ้าพันคอย้อมสีธรรมชาติ
bulletผ้าพันคอไหมมัดย้อม
bulletปลอกหมอน
bulletผ้าขาวม้าไหม
bulletน้ำยาซักและเคลือบผ้าไหม
bulletเนคไทผ้าไหม ลายพิเศษ
bulletของที่ระลึกอื่นๆ
dot
ข่าวโปรโมชั่นและประชาสัมพันธ์

dot
dot
ข้อมูลที่สำคัญในการใช้งาน
dot
bulletข้อมูลบริษัท/นโยบาย
bulletนโยบายความเป็นส่วนตัว
bulletนโยบายคุ้มครองสิทธืเด็ก
bulletนโยบายเกี่ยวกับการใช้อีเมล์
bulletนโยบายการจำหน่ายสินค้า
bulletนโยบายการจัดส่งสินค้า
bulletนโยบายการคืนสินค้า
bulletนโยบายการรับประกันสินค้า
bulletการระงับข้อพิพาท
bulletแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัย


 



เส้นทางสายไหม

เส้นทางสายไหม(Silk road )

 

ประวัติและการแพร่กระจายของการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของโลก

  

 ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประเทศจีนประสบกับชะตากรรมลุ่มๆดอนๆ ไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเผชิญกับการแตกแยก สงคราม ความอดอยากหิวโหย ถ้าเปรียบเทียบกับคนก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว มามากต่อมาก ผ่านการเรียนรู้ ค้นหาตนเอง และการต่อสู้มาอย่างโชกโชน จนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ของโลก อย่างเต็มภาคภูมิ หนึ่งในความภูมิใจ ของคนจีนคือ วัฒนธรรมที่เก่าแก่ เป็นเอกลักษณ์สืบทอดมายาวนานถึง 5000 ปีซึ่งไม่มีการสร้างสรรค์ของชนชาติไหนทีมีความต่อเนื่องเทียบเท่า แต่ในความเป็นตัวของตัวเองนั้นแท้จริงแล้ว ไม่ได้เป็นของจีนเองทั้งหมด ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการรับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติ เข้ามาผสมผสาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธ จากอินเดีย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมต่างชาติที่หยั่งรากลึก จนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจีนและมีอิทธิพลในการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายแขนง จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการไปมาหาสู่ ระหว่างชาวจีนกับชาวต่างชาติคือ การเปิดทางสายไหม ซึ่งเป็นเส้นทางการค้า ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั่นเอง จากจุดเริ่มต้นถึงอวสานของเส้นทางสายไหม

    

เต็มไปด้วยเรื่องราวอันหน้าทึ่ง และตำนานที่เล่าขานไม่รู้จบ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เพียงเส้นใย จากตัวหนอนที่เรียกว่า ไหม จะมีบทบาทเชื่องโยงโลกตะวันออกและตะวันตก ให้มาบรรจบกันได้ส่วนแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่นี้ก็เกิดมาจาก การพบโดยบังเอิญของชาย นัก ผจณภัย ผู้ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา ชักจูงให้คาราวานพ่อค้าจากตะวันตก เดินทางเสี่ยงภัยเพื่อมาซื้อผ้าไหม ที่ล้ำค้าจากจีนไปขายต่อยังอาณาจักรโรมัน ที่อยู่ไกลออกไปหลายพันไมล์ และใครจะเชื่อว่า ดินแดนเอเชียกลางที่แสนทุรกันดารและเงียบเหงานั้น ครั้งหนึ่งเคยคึกคักด้วยพ่อค้าวาณิชต่างเชื้อชาติ ศาสนา สัญจรไปมาค้าขายกัน เรียกได้ว่าเส้นทางสายนี้ เป็นที่รวมของความเหลือเชื่อ ที่ไม่ได้เกิดจากฟ้าบันดาล แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์เรานี่เอง  เส้นทางสายไหมจึงเป็นมากกว่าเส้นทางธรรมดา

 ในแง่ประวัติศาสตร์นั้นมันได้เชื่อมอดีตของชนชาติจีน เอเชียกลาง ตะวันออกกลางและยุโรป ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งยังเป็นทางผ่านของกระแสแห่งวัฒนธรรม อันหลากหลาย ซึ่งมีการสืบทอดกันจนมาถึงปัจจุบันในหลายชนชาติทั้งตะวันตก และตะวันออก รวมทั้งจีนเองด้วยแต่น่าเสียดาย ที่วัฒนธรรมบางอย่างและบางชนชาติได้หายสาบสูญไป ตามกาลเวลาและกระแสการเปลี่ยนแปลง ทิ้งเพียงร่องรอยไว้อย่างคลุมเครือ ให้คนรุ่นหลังค่อยๆ แสวงหาความกระจ่างในวันวารที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็คือ เสน่ห์ที่น่าค้นหาของ เส้นทางแห่งสายวัฒนธรรมนี้...                

     

 

ผู้บุกเบิกเส้นทางสายไหม             

 

     ในสมัยจักรพรรดิฮั่นหวู่ตี้ (Han Wu Di) จักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.403-455)  ได้สั่งให้จางเซียน  (Zhang Xian)  เข้าเจรจาทางการทูตกับอาณาจักรต้าเยว่ซื๋อ (Da Yue Shi) ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันตกไกลจีน ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน ในปี พ.ศ. 404 เพื่อร่วมกันปราบปรามชนเผ่าหั้นฉยุงหนู (Hun Xioung Nu) ที่ยึดครองดินแดนภาคตะวันตกของฉนวนเหอซี   ฝั่ง ตะวันตกของแม่น้ำเหลือง หรือที่ชาวจีนเรียกว่า หวงเหอ ระหว่างเทือกเขาฉีเหลียนซานตอนใต้กับตอนเหนือทะเลทรายโกบี อันเป็นช่องทางยุทธศาสตร์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน คราวใดที่จีนอ่อนแอ พวกหั้นฉยุงหนูจะเข้าโจมตีเมืองต่างๆ ของจีน ดังนั้นยามใดที่ภาคกลางของจีนสงบ จักรพรรดิจีนทุกพระองค์จะยกทัพไปปราบชนกลุ่มนี้ จางเซียนไม่ประสบผลสำเร็จในการปราบหั้นฉยุงหนูในครั้งนี้        จึงถูกจับและถูกคุมขังนานถึง 13 ปี  จึงหลบหนีออกมาได้ นำความเรื่อง ซีเทียนหม่า ม้าสวรรค์ไปกราบบังคมทูลต่อจักรพรรดิว่า ดินแดนทางภาคตะวันตกแถบทุ่งหญ้าแห่งเมืองต้าวัน เมืองโบราณอยู่แถบทุ่งหญ้าแพร์รี่ประเทศคาซัคสถานในปัจจุบัน มีม้าสวรรค์ฝีเท้าดี ดุจบินเหินกลางอากาศเป็นอาชาสวรรค์ที่วิเศษดุจสวรรค์สร้าง ถ้าพระองค์ได้มาครอบครอง ก็จะสามารถยึดครอง    ฉนวนเหอซีนี้ได้อย่างง่ายดายพระองค์จึงให้แม่ทัพหลีกวงหลี่ยกทัพจากซีอานข้ามทะเลทรายโกบีและเขาเทียนซานเพื่อไปหาม้าสวรรค์ แม่ทัพคนนี้ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม  รวบรวมม้าสวรรค์เข้ามาประจำการในกองทัพราชวงศ์ฮั่นได้ถึง 3,000 ตัว จักรพรรดิฮั่นหวู่ตี้ได้มีพระราชโองการให้ แม่ทัพหนุ่ม วัยเพียง 20 ปี

     นามฮั่วชวี่ปิง (Huo Qu Bing) พร้อมกองทหารม้าสวรรค์ยกทัพไปปราบหั้นฉยุงหนูและสามารถยึดครองฉนวนเหอซีได้พร้อมสถาปนา เส้นทางสายไหมขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์    ทำ ให้ราชวงศ์ฮั่นยุคนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุด แต่แม่ทัพฮั่วชวี่ปิงเสียชีวิตเมื่อมีอายุเพียง 24 ปีจักรพรรดิฮั่นหวู่ตี้ ทรงโทมนัสเป็นอย่างยิ่งนักที่ต้องเสียขุนพลคู่ใจ จึงทรงฝังศพแม่ทัพผู้นี้ไว้หน้าสุสานของพระองค์    พร้อมสลัก หินเป็นรูปม้าสวรรค์กำลังเหยียบพวกหั้นหยุนหนูอยู่ใต้ฝ่าเท้าไว้ด้านข้าง หลุมฝังศพ ไม่ทราบว่าซีเทียนหม่าม้าสวรรค์ของจีนยังคงสืบเผ่าพันธุ์มาถึงปัจจุบันหรือ ไม่ ใครทราบช่วยตอบที เพราะต้องเป็นที่สนใจของผู้เลี้ยงม้าแข่งเป็นแน่แท้ 

เส้นทางสายไหมมีกี่สาย?         

     “เส้นทางสายไหมหรือ Silk Road  ในภาษาอังกฤษได้รับการบัญญัติขึ้นครั้งแรกโดย  เฟอร์ดินานด์วอนริชโทเฟน (Ferdinand Von Richthofen) นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน ในหนังสือ “CHAINA” ที่หมายถึงประเทศจีนนั่นเอง ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2420 หลังจากการเกิดเส้นทางสายไหมในอดีตสายแรกถึง 2,016ปี ต่อมาองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ศึกษาเส้นทางสายไหมในประเทศจีนและประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางทำให้ทราบว่า เส้นทางสายไหมมีทั้งหมด 3 สายหลัก  ดังนี้           

     1.สายทะเลทราย เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น เริ่มจากนครซีอาน มุ่งสู่ทิศตะวันตกผ่านมณฑลกานซู  ถึงเมืองตุนหวงศูนย์กลางการเดินทางบนถนนสายนี้ แล้วแบ่งออกเป็น 2 สาย คือ           

     -  สายเหนือ  จากเมืองตุนหวง  มุ่งสู่ทางเหนือของทะเลทรายตากลามากัน  ผ่านเมืองอูเอ่อเล่อ  คู่เซ่อ  คาชการ์ แล้วเข้าเอเชียกลาง  ผ่านเมืองทัชเคนท์  บุคารา (ในประเทศอุซเบกิสถาน)  แล้วเข้ากรุงแบกแดด  ประเทศอิรักผ่านทะเลทรายซีเรีย  สิ้นสุดที่กรุงอีสตันบูล  ประเทศตุรกี           

     -  สายใต้  จากเมืองตุนหวง  มุ่งสู่ทางใต้ของทะเลทรายตากลามากัน  ผ่านเมือง เหอเกียนยารัคคาน  ไปบรรจบสายแรกที่คาชการ์  เช้าสู่เอเชียกลาง หรือแยกลงใต้  ผ่านที่ราบสูงคาราโครามสู่เมือง  กิลกิต ตักศิลา ประเทศปากีสถาน หรือแยกเข้าสู่อัฟกานิสถาน  ไปสิ้นสุดที่อีสตันบูล  หรือแยกเข้าเมืองอัมริสา  เมืองกัลกัตตา  ประเทศอินเดีย  ตามเส้นทางเผยแพร่พุทธศาสนา           

     2.สายทุ่งหญ้า  เป็นเส้นทางที่แยกจากเมืองซีอานข้ามเทือกเขาเทียนซาน  ถึงเมืองบาลิคูนแล้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่เทือกเขาอัลไต  เอเชียกลาง  ทุ่งหญ้าแพร์รีตอนกลางของประเทคาซัคสถาน  ที่เป็นแหล่งอาศัยของม้าสวรรค์  เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าอาหารของม้าเส้นทางนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่แยกไปทางเทือกเขาเทียนซานตอนเหนือสู่เมืองฮามี่  ทูหลู่ฟาน  อูหลู่มู่ฉี  อีลี่  ก่อนเข้าสู่เอเชียกลาง           

     3.สายทะเล  เริ่มจากทะเลจีนใต้ มณฑลกวางตุ้ง  หรือมณฑลฟูเจี้ยนตอนใต้ของจีนเข้าสู่คาบสมุทรมลายู  ผ่านประเทศไทย  มาเลเซีย  เข้าสู่เกาะสุมาตราไปยังมหาสมุทรอินเดีย  ผ่านศรีลังกา  อินเดียเข้าสู่ทะเลแดงขึ้นฝั่งที่อียิปต์ก่อนมุ่งสู่กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน  เส้นทางนี้เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ  (Yong Le)  แห่งราชวงศ์หมิง  ระหว่าง พ.ศ. 1948-1976  ที่พระองค์ได้ให้แม่ทัพขันทีนามว่า  เจิ้งเหอ  (Zheng He) เดินเรือค้าขายเส้นไหม  ผ้าไหม  และสินค้าอื่นๆ กับประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศ ตลอดเส้นทางสายไหมสายทะเล           

     ปัจจุบันเส้นทางสายไหมเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินตลอดแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน  ยิ่งมีความแตกต่างระหว่างราคาของเส้นไหมมากเท่าไร  เส้นทางสายนี้ก็ยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว  นับว่าเป็นการบ่อนทำลายอุตสาหกรรมไหมไทยทั้งทางาตรงและทางอ้อม  ส่งผลกระทบต่อผู้มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  รัฐขาดรายได้จากภาษีนำเข้าเส้นไหม  เส้นทางสายไหมสายอันตราย  เส้นนี้คือ  เส้นทางสายไหมลักลอบ  

บรรณานุกรม 

 

 

     ปริวัฒน์  จันทร.  2546.  ย่ำรอยทราย...บนสายแพรไหม.  มติชน กรุงเทพฯ.  271 หน้าSun Yifu.  1989.  The

 

Silk Road on Land and Sea.  China  Pictorial  Publishing  Company.   Beijing.  303 pp.             

 

 

ศูนย์พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง._____.การผลิตและการตลาดอุตสาหกรรมไหม.1-3 หน้า เส้นทางสายไหม.ไม่ระบุปี.