dot
ผลิตภัณฑ์ของเรา คลิ๊กที่นี่ค่ะ
dot
bulletผ้าไหม 2 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม 4 เส้น เนื้อพิเศษ
bulletผ้าไหม พิมพ์ลาย
bulletผ้าไหม ลายสก๊อต
bulletผ้าไหม มัดหมี่ (ชุด 4 หลา)
bulletผ้าไหมมัดหมี่ ลายพิเศษ
bulletผ้าซิ่นไหมมัดหมี่
bulletผ้าไหม ลายในตัว
dot
ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม สำเร็จรูป
dot
bulletกระเป๋าผ้าไหม
bulletผ้าพันคอลายสก็อต
bulletผ้าพันคอย้อมสีธรรมชาติ
bulletผ้าพันคอไหมมัดย้อม
bulletปลอกหมอน
bulletผ้าขาวม้าไหม
bulletน้ำยาซักและเคลือบผ้าไหม
bulletเนคไทผ้าไหม ลายพิเศษ
bulletของที่ระลึกอื่นๆ
dot
ข่าวโปรโมชั่นและประชาสัมพันธ์

dot
dot
ข้อมูลที่สำคัญในการใช้งาน
dot
bulletข้อมูลบริษัท/นโยบาย
bulletนโยบายความเป็นส่วนตัว
bulletนโยบายคุ้มครองสิทธืเด็ก
bulletนโยบายเกี่ยวกับการใช้อีเมล์
bulletนโยบายการจำหน่ายสินค้า
bulletนโยบายการจัดส่งสินค้า
bulletนโยบายการคืนสินค้า
bulletนโยบายการรับประกันสินค้า
bulletการระงับข้อพิพาท
bulletแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัย


 



วิวัฒนาการทอผ้าไหมไทย

วิวัฒนาการทอผ้าไหมไทย

. วิวัฒนาการของการทอผ้าใน ประเทศไทย

                ๑.๑ วิวัฒนาการของการทอ

                แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใชอธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทไทยก็ตาม  แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จัก ทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

                ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเช่นที่  เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี อายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว  มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง  เช่น  ควาย  และสุนัข  แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะ ใช้หนังสัตว์  หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆ สะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก

                จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบ บริเวณถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ

    ,๐๐๐-๘,๐๐๐ ปีมาแล้ว พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือก และรอยตาข่ายทาบ ทำให้เราสันนิษฐาว่า  มนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่าย  จากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่ายๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีกเส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน เกิดเป็นผืนผ้าหยาบๆ ขึ้น  เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสาน เกิดเป็นผ้ากระสอบ   แบบหยาบๆ

                เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เช่น พบกำไล สำริด ซึ่งมีสนิม และมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิม นั้น  นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า  สนิมเป็นตัวกัด

 กร่อนโลหะซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ  แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  ที่แหล่งบ้านเชียงนี้  เรายังพบ  แวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่ายๆ  และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบน    ผ้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า มนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว  รู้จักการปั่นด้าย  ทอผ้า  ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย

                                       

 ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้าน

               ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่สองลักษณะคือ ผ้าพื้นและผ้าลาย   ผ้าพื้นได้แก่  ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย  ใช้สีตามความนิยม  ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ  สีน้ำเงิน สีกรมท่าและสีเทา ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี เช่น ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก) ก็เรียกว่าผ้ายก ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้น เป็นลายขวาง  และตาหมากรุกเรียกว่า  ลายตาโถง  ถ้าใช้เขียน หรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกด  ก็เรียกว่า  ผ้าพิมพ์ หรือผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลาย ที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์  ที่ต่างประเทศ เช่น อินเดีย

     ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง  แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย)  ส่วนผ้าลาย  (หรือผ้ายก) นั้น เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย  สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรี        ซึ่งถูกเจ้า-เมืองนครกวาดต้อนมา เมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิด ขบถประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๔ อย่างไรก็ตาม  ผ้าทั้ง สองประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้น  วัสดุที นิยมนำมาใช้ทอคือ  ฝ้าย  ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม) ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกินเวลาถึง  ๖ เดือน ต้นฝ้ายจึงจะแก่ เมื่อ เก็บฝ้ายมาแล้วจึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น ม้วนเป็นหลอด  เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับ ทอต่อไป  ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เอง  หรือสำหรับ แลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไร และได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ในสมัยศรีวิชัย(ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓) ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้วเพราะว่าในสมัยนั้นเป็นสมัย ที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า เช่น จีน อินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป     

                                                  

                การทอผ้านี้มีอยู่ในทุกภาคของประเทศหลักการและวิธีการนั้นคล้ายคลึงกันทั้งหมด  แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันบ้าง การทอนี้ทำด้วย มือโดยตลอดใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่ายๆซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและความประณีต นับตั้งแต่การเตรียมเส้น การย้อมสี และการทอเป็นผืนเครื่องมือทอผ้าเรียกว่า "กี่" มี ๒ ชนิด คือ กี่ยก กับกี่ฝัง กี่ยกเป็นเครื่องมือที่ยกเคลื่อนที่ได้ ใช้ตั้งบนพื้น ถอดและประกอบได้ง่าย ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีขนาดเท่ากับกี่ฝัง แต่ทำตั้งสูง กว่า เพื่อให้เท้าถีบกระตุกด้ายในเวลาทอผ้า สะดวกไม่ติดพื้น ส่วนกี่ฝังคือเครื่องทอผ้าที่ใช้เสาปักฝังลงดินยึดอยู่กับที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้สร้างกันไว้ตามใต้ถุนบ้าน เป็นเครื่องทอผ้าชนิด ที่นิยมใช้กันมาก

                การทอผ้าที่ชาวบ้านทำกันนั้นต้องอาศัยความจำและความชำนาญเป็นหลัก  เพราะไม่มีเขียนบอกไว้เป็นตำรา  นอกจากนี้แล้วยังพยายามรักษารูปแบบและวิธีการเอาไว้อย่างเคร่งครัด    จึงนับว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมแขนงนี้ไว้อีกด้วย

 

                                                

                ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี ๒ ประเภท คือ

                ๑. ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้นไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก แต่มีความทนทาน    ทอขึ้นอย่างง่ายๆ   มีสีและ ลวดลายบ้าง เช่น ผ้าพื้น ผ้าตาโถง ผ้าโสร่ง ผ้าแถบ ผ้าซิ่น และผ้าขาวม้า ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๔๔ แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรม

    ราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๑๖)

                ๒. ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่น ทำบุญ ฟ้อนรำ แต่งงานหรือเทศกาลต่างๆ ในสังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อน   ใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จแต่ละผืน ผู้หญิง ซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้ว จึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย อีกประการ หนึ่ง ค่านิยมของสมัยนั้นยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้า เก่ง เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น    ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน   ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ    ชายหนุ่มจะไม่สนใจ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็น แม่บ้าน  เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่างๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน มีสีสัน  และลวดลาย ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา เช่น ผ้าลายจก ผ้าตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก และผ้าปูม เป็นต้น

                ดังกล่าวแล้วว่าการทอผ้านั้นมีอยู่ทุกภาคของ ประเทศ แต่ละภาคจะมีจังหวัดที่มีความเด่นเป็น

    พิเศษในการทอผ้า คือ

                ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่

                ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ  จังหวัด สระบุรี  จังหวัดชลบุรี จังหวัดราชบุรี

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดขอนแก่น

                ภาคใต้   ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี   จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา

                                             

          

                                          

การทอผ้าพื้น


         เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น  ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน  เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน  หรือต่างสีกัน  หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น

เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า
         การขิด
         ขิด  หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา  โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง  ไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
         การจก
         เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ  เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า
“ซิ่นตีนจก”

 การทอมัดหมี่

 

วิธีการทอผ้า
         ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดย มีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการ ทำเชือก ทอเสื่อ และการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง
          หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายยืนและอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน  จะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลาย สีสันที่สวยงามแปลกตา

 

                                  

ขั้นตอนในการทอผ้า
        1. สืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน  และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายพุ่ง
         2. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง สอดกระสวยด้ายพุ่งผ่าน สลับตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ
          3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบ ฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
          4. การเก็บหรือม้วนผ้า เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บใน แกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ ่ให้พอเหมาะ

                                     

การทอผ้าพื้น
         เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น  ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน  เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน  หรือต่างสีกัน  หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น

เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า
         การขิด
         ขิด  หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา  โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง  ไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
         การจก
         เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ  เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า “ซิ่นตีนจก”

 

         การทอมัดหมี่

           ผ้ามัดหมี่มีกรรมวิธีการทอผ้าที่ใช้เทคนิคการมัดและการย้อม เริ่มจากนำเส้นด้ายหรือไหมมาย้อมสีแล้วมัดบริเวณที่ ต้องการเก็บไว้ เมื่อนำไปย้อมสีอื่นจะได้ไม่ติดสี เพียงซึมเข้ามาบางส่วน     โดยย้อมเรียงลำดับจากสีอ่อนไปหาสีเข้มจนครบ ตามลวดลายที่กำหนด  หลังจากนั้นจึงนำด้ายกรอเข้าหลอดตามลำดับ แล้วนำไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผ้าที่มีลักษณะคลาดเคลื่อนเหลื่อมล้ำ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมัดหมี่   การทอผ้าชนิดนี้จึงต้องอาศัยความชำนาญในการมัดย้อมและทอเป็นอย่างมาก  ผ้ามัดหมี่มีอยู่หลายชนิด ได้แก่
         1.  มัดหมี่เส้นพุ่ง
         2.  มัดหมี่เส้นยืน
      .  3.  มัดหมี่เส้นพุ่งและเส้นยืน


         การทอผ้ายก
         เป็นกรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกด้ายเส้นยืน และในบางครั้งการยกดอกจะมีการเพิ่มด้ายเส้น พุ่งจำนวนสองเส้น หรือมากกว่านั้นเข้าไปในผืนผ้า          ลวดลายที่ทอจะเป็นลายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้แก่ ลายปราสาท ลานธรรมาสน์ ลายสัตว์ ลายพืช ลายจากสิ่งของเครื่องใช้ และลายเรขาคณิต   

 

ที่มา ผ้าจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย กองโบราณคดี กรมศิลปากร

 

         ผ้ามัดหมี่มีกรรมวิธีการทอผ้าที่ใช้เทคนิคการมัดและการย้อม เริ่มจากนำเส้นด้ายหรือไหมมาย้อมสีแล้วมัดบริเวณที่ ต้องการเก็บไว้ เมื่อนำไปย้อมสีอื่นจะได้ไม่ติดสี เพียงซึมเข้ามาบางส่วน     โดยย้อมเรียงลำดับจากสีอ่อนไปหาสีเข้มจนครบ ตามลวดลายที่กำหนด  หลังจากนั้นจึงนำด้ายกรอเข้าหลอดตามลำดับ แล้วนำไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผ้าที่มีลักษณะคลาดเคลื่อนเหลื่อมล้ำ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมัดหมี่   การทอผ้าชนิดนี้จึงต้องอาศัยความชำนาญในการมัดย้อมและทอเป็นอย่างมาก  ผ้ามัดหมี่มีอยู่หลายชนิด ได้แก่
         1.  มัดหมี่เส้นพุ่ง
         2.  มัดหมี่เส้นยืน
      .  3.  มัดหมี่เส้นพุ่งและเส้นยืน
 
         การทอผ้ายก
         เป็นกรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกด้ายเส้นยืน และในบางครั้งการยกดอกจะมีการเพิ่มด้ายเส้น พุ่งจำนวนสองเส้น หรือมากกว่านั้นเข้าไปในผืนผ้า          ลวดลายที่ทอจะเป็นลายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้แก่ ลายปราสาท ลานธรรมาสน์ ลายสัตว์ ลายพืช ลายจากสิ่งของเครื่องใช้ และลายเรขาคณิต   

 

ที่มา ผ้าจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย กองโบราณคดี กรมศิลปากร

ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ ฉัตรทองไหมไทย ยินดีต้อนรับค่ะ